ดูดไขมัน

ดูดไขมัน

ดูดไขมัน ที่ไหนดี ดูดไขมัน FAT center มาตรฐาน ปลอดภัย ตรงปก ราคาไม่แพง 
ทีมแพทย์ให้คำปรึกษาตรงจุดแบบละเอียด ไม่มีค่าใช้จ่าย ก่อนตัดสินใจดูดไขมันทุกเคส

ดูดไขมัน คืออะไร?

ดูดไขมัน (Liposuction) คือ การกำจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง หรือในบริเวณที่ไม่สามารถเอาออกได้ด้วยวิธีอื่นๆ ได้ และ ไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่อย่างใด

โดยการใช้เครื่องดูดไขมัน ส่งพลังงาน ผ่านท่อดูดไขมันเข้าไปทำให้เซลล์ไขมันสลายตัวออกจากกัน จากนั้นแพทย์ก็จะค่อย ๆ ดูดไขมันออกมากำจัดทิ้งไป (หรือในบางกรณีก็สามารถนำไขมันที่ดูดออกมาไปเติมต่อได้) การดูดไขมัน เป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้เวลาน้อยในลดสัดส่วน สำหรับคนที่ออกกำลังกายแล้วสัดส่วนไม่ลด ถ้าถามว่าดูดไขมันดีไหม? ต้องตอบเลยค่ะว่า “ดี” แน่นอน

“ดูดไขมันเป็นการลดสัดส่วน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก”

ดูดไขมัน ตรงไหนได้บ้าง?

ในแต่ละคนก็จะมีไขมันสะสมตามจุดต่าง ๆ มาก-น้อยแตกต่างกันไป สำหรับบริเวณที่สามารถดูดไขมันออกมาได้ ดังนี้

▫️ ดูดไขมันแขน
▫️ ดูดไขมันหน้าท้องบน-ล่าง
▫️ ดูดไขมันเอวเอส
▫️ ดูดไขมันต้นขาด้านใน
▫️ ดูดไขมันต้นขาด้านนอก
▫️ ดูดไขมันน่อง

▫️ ดูดไขมันปีกบนเสื้อใน
▫️ ดูดไขมันปีกใต้เสื้อใน
▫️ ดูดไขมันสะโพก
▫️ ดูดไขมันหัวเข่า (เนื้อรอบหัวเข่า)
▫️ ดูดไขมันข้อเท้า (เนื้อบริเวณข้อเท้า)
▫️ ดูดไขมันนมน้อย

ดูดไขมัน FAT center มีวิธีไหนบ้าง?

การดูดไขมันในปัจจุบันนิยมแบ่ง และเรียกตามชื่อเครื่องมือที่ใช้ในการดูดไขมัน เช่น

  • Bodytite
  • Vaser Smooth 2.2
  • Microaire PAL

โดยเครื่องมือแต่ละชนิดถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน Bodytite เน้นกระชับ Vaser lipo smooth 2.2 (vaser liposuction) และ Microaire PAL เน้นดูดออกปริมาณไขมันที่มากๆบางทีจึงจะเห็นแพทย์บางท่านใช้อุปกรณ์หลายชนิดร่วมกันเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดแหละหลายคนสงสัยและเกิดคำถามขึ้นมาว่าแล้วต้องใช้เครื่องมือไหนถึงจะดีที่สุดจริงๆแล้วการดูดไขมันออกมาให้ดีคือประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำเพราะเรื่องนี้เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนทำบ่อยและประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำซึ่งความแม่นยำไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ที่ดีอย่างเดียวแต่ต้องอดทนฝึกฝนทำซ้ำๆหลายๆครั้งจนมีความเชี่ยวชาญและชำนาญ

Bodytite

เป็นเทคโนโลยีปล่อยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio frequency: RF) ออกมา เพื่อช่วยสลายไขมัน ให้มีโมเลกุลที่เล็กลง ดูดออกมาได้ง่ายขึ้น ไขมันที่ถูกดูดออกมามีเลือดปนน้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ ทำให้เกิดแผลเพียงเล็กน้อย พร้อมช่วยกระชับผิวได้ในตัว

ข้อดีของ Bodytite

  • ช่วยทำให้ผิวกระชับ เรียบตึง ไปพร้อมกับการดูดไขมัน
  • ช่วยกระตุ้นผิวในการสร้างคอลลาเจน
  • แผลจะมีขนาดเล็กมากๆ เลือดออกน้อย ช้ำระบมน้อย
  • ช่วยป้องกันการไหม้ที่ผิวของผู้ป่วยขณะดูดไขมัน
  • ไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัว สามารถกลับบ้านได้ทันที
  • เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับจาก US FDA และ อย.ไทย

Vaser Smooth 2.2

Vaser Smooth 2.2 ในปัจจุบันสามารถดูดไขมันในพื้นที่เล็กๆ ได้ โดยการใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound Assisted Liposuction) ทำให้ชั้นไขมันแตกตัวเป็นของเหลว ง่ายต่อการดูดไขมันออกมา และเครื่อง Vaser Smooth 2.2 นี้สามารถดูดไขมันออกมาได้ในปริมาณมากๆ จึงเหมาะกับการดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง

ข้อดีของ Vaser Smooth 2.2

  • ช่วยลดการเกิดรอยฟกช้ำได้เป็นอย่างดี
  • ดูดไขมันด้วยวิธีนี้มีความปลอดภัยสูง
  • สามารถดูดไขมันออกมาได้ในปริมาณมาก ดูดไขมันได้เกลี้ยง
  • เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับจาก US FDA และ อย.ไทย
  • หลังดูดไขมันเสร็จ แผลจะมีขนาดเล็ก และสามารถกลับบ้านได้ทันที

Microaire PAL

Microaire PAL (Power-Assisted Liposuction) เป็นเพียงเครื่องมืออีกชนิด ที่ราคาแพงมาก ทำให้หลายคลินิกไม่ซื้อเครื่องมือชนิดนี้มาร่วมกับการดูดไขมันแบบอื่น เพราะดูเกินความจำเป็นไป แต่มีข้อดีที่ไม่เกิดความร้อนสะสมมากเท่าเวเซอร์ และแก้ปัญหาของบอดี้ไทท์ในเรื่องปริมาณได้
Microaire PALใช้วิธีการสั่นสะเทือนที่ทำให้รอบการดูดถี่ยิ่งขึ้น เข้าไปในชั้นไขมันของร่างกายได้

ง่าย เพิ่มประสิทธิภาพการดูดไขมันได้มากยิ่งกว่าเดิม ฟกช้ำน้อยกว่าการดูดไขมันแบบปกติเพราะความถี่ในการสั่นช่วยให้ดูดไขมันได้ดีขึ้น

ข้อดีของ Microaire PAL

  • ผิวกระชับเรียบตึง
  • ดูดไขมันได้ทุกส่วนที่เข้าถึงได้ยากสามารถเข้าถึงได้ทุกส่วนและทุกสรีระ
  • เป็นเครื่องที่ได้มาตรฐานจาก USA

 

ดูดไขมัน เจ็บไหม ?

ถ้าถามว่า ดูดไขมันเจ็บไหม ตอบได้เลยว่าความเจ็บระหว่างการดูดไขมันปัจจุบันเจ็บน้อยกว่าการดูดไขมันในอดีตมากๆ เพราะได้มีการนำพลังงานเทคนิคการ ดูดไขมัน และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการดูดไขมัน รวมถึงการใช้ยาชา แทนการใช้ยาสลบ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของคนไข้ที่อาจเกิดได้ระหว่างการดูดไขมัน และยังมีข้อดีที่ทำให้คนไข้รู้สึกตัวสามารถรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาระหว่างทำการดูดไขมันอีก โดยไม่ต้องอยู่ในสภาวะนอนหลับโดยที่ไม่รู้สึกตัวระหว่างการดูดไขมัน และยังไม่ต้องพักฟื้นนานอีกด้วย

ดูดไขมันเหมาะกับใครบ้าง ??

คนที่มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ท้อง ต้นแขน ต้นขา ปีกหลัง และบริเวณใบหน้า เป็นต้น โดยไขมันที่เราดูดออกมาได้โดยไม่เป็นอันตรายนั้น จะเป็นไขมันที่อยู่ ใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ของเรานั่นเอง ไม่ส่งผลต่อสุขภาพ ไม่มีอันตราย มีผลเฉพาะภายนอกร่างกายเท่านั้น คือ จะทำให้เราดูตัวบางลง และมีสัดส่วนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนในคนไข้บางเคสจะมีไขมันในช่องท้อง หรือที่เรียกว่า Visceral Fat ไขมันชนิดนี้จะไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการดูดไขมัน จะต้องอาศัยการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งแพทย์สามารถสามารถแบ่งไขมัน 2 ประเภทนี้ได้จากการตรวจร่างกาย

  • คนที่มีไขมันบางส่วนมากเกินไป ไม่พอใจกับสัดส่วนที่เป็นอยู่
  • คนที่อยากลดหน้าท้อง โดยไม่ใช้วิธีผ่าตัดหนังหน้าท้อง
  • เหมาะกับคนที่มีค่า BMI มากกว่า 24 ขึ้นไป
  • สัดส่วนไม่ Balance กัน ขาเบียด , พุงปลิ้น , แขนล่ำ , ขาใหญ่เป็นต้น
  • เหนียงเยอะหน้าใหญ่ถ่ายรูปแล้วหน้าไม่เป๊ะ

สัญญาณที่บอกว่าใครบ้างที่ควรดูดไขมัน

คนที่มีไขมันสะสมอยู่ที่ชั้นใต้ผิวหนัง แต่ปริมาณการนำไขมันออกมาจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันและขนาดตัวของคนไข้ ซึ่งแพทย์จะมีการวางแผนออกแบบรูปร่าง หรือ สัดส่วนก่อนดูดไขมันให้กับคนไข้เฉพาะบุคคล

  1. เสื้อผ้าตัวเดิมใส่ ไม่ได้ต้องเปลี่ยนไซส์เสื้อผ้า
  2. นั่งแล้วรู้สึกอึดอัด พุงปลิ้น เดินแล้วขาเบียดเสียดสีกัน
  3. เซลฟี่แล้วไม่มั่นใจหน้าใหญ่หน้าบานเหนียงโผล่
  4. ต้องการรูปร่างที่เป๊ะกว่าเดิม
  5. ออกกำลังกายเท่าไรสัดส่วนก็ไม่ลง
  6. สัดส่วนไม่สมดุลกัน

ทำไมต้องดูดไขมัน ที่ FaT Center

ปัจจุบันเรื่องความสวย ความงาม และรูปร่าง เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิงหรือผู้ชาย ในยุคนี้ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องของหน้าตาเท่านั้น แต่รวมไปถึงการมีรูปร่างที่ดูดี ได้สัดส่วน เพราะการมีรูปร่างที่ดีจะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น พราะเรื่องรูปร่างจึงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนในปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันการมีรูปร่างที่ดีปราศจากไขมันส่วนเกินก็เป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน ดังนั้นวิธีการ ดูดไขมัน ที่เป็นทางออกที่รวดเร็วและยังสามารถสร้างความมั่นใจอีกด้วย

  • ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • วิธีการและเครื่องดูดไขมันที่เลือกใช้
  • ความน่าไว้วางใจของคลินิก
  • การบริการที่ดี
  • อุปกรณ์ เครื่องมือ ห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย
  • วิธีลดความเจ็บปวด
  • รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง
  • พร้อมให้คำปรึกษาลูกค้า โดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์
  • สถานที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ได้มาตรฐานทางการแพทย์
  • เดินทางสะดวกสบาย คลินิกอยู่ใกล้ BTS, MRT รถประจำทาง อาคารมีที่จอดรถให้ลูกค้า

คำถามพบบ่อย

ก่อนดูดไขมัน ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

ก่อนการดูดไขมัน เป็นคำถามสำคัญ ว่าก่อนจะตัดสินใจดูดไขมันควรพิจารณาถึงอะไรบ้าง ซึ่งการดูดไขมันถือเป็นศัลยกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องดูแลโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์เฉพาะทางเท่านั้น ถ้าเลือกสถานที่ไม่ดี อาจกลายเป็นปัญหาที่ตามมาหลายเรื่อง ทั้งผลลัพธ์ออกมาไม่สวยตามที่ต้องการ สร้างความไม่พอใจ จนต้องเสียเงินไปแก้ไขในสถานที่อื่นดังนั้นเราจึงพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจดูดไขมัน วันนี้ FAT center จะพามาดูว่า ก่อนดูดไขมัน ต้องคำถึงถึงอะไรบ้าง

✔ศึกษาหาข้อมูล

การศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการดูดไขมัน และความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดูดไขมัน เพื่อจะได้ทราบถึงขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ

✔ดูรีวิวลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

การดูรีวิวลูกค้าหลายๆท่าน ที่เข้ามาใช้บริการเพื่อประกอบการตัดสินใจ

✔ความสะอาดของอุปกรณ์และสถานที่

สถานที่ต้อนรับ และดำเนินการทำศัลยกรรมถือเป็นเรื่องสำคัญ ต้องสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถเห็นสถานที่ได้ในโซเชียล หรือเว็บไซต์หลักของคลินิก

ดูดไขมันเลือกยาชาหรือยาสลบดี?

มีคำถามและข้อสงสัยตามกันมาว่าดูดไขมันควรเลือกใช้ ยาชาหรือยาสลบ แบบไหนดีกว่ากัน เพราะการดูดไขมันก็ต้องใช้ยาระงับความเจ็บปวด ในปัจจุบัน การใช้ ยาชา เฉพาะที่ เป็นที่นิยมมากกว่าการใช้ยาสลบ เนื่องจากหลาย ๆ คนยังกลัว ยาสลบ จากข่าวที่ออกมาในสมัยก่อน ซึ่งวิธีระงับความเจ็บปวดทั้งสองแบบนี้ มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไปค่ะ

✅ข้อดีของยาชา

ปลอดภัย มีความเสี่ยงน้อย ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร และคนไข้จะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นยาที่ใช้ เพื่อระงับความรู้สึกความเจ็บปวด

✅ข้อดีของยาสลบ

ผู้ป่วยไม่ต้องรับรู้ต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในห้องผ่าตัด เพราะมีผู้ป่วยบางท่านมีความกลัวและกังวลในช่วงเวลาที่ทำการดูดไขมัน ในการวาง ยาสลบจะมีวิสัญญีแพทย์ควบคุมการหายใจ และระบบไหลเวียนได้ จึงเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดที่ต้องใช้ระยะเวลานาน

เตรียมตัวก่อนเข้ารับการดูดไขมัน

  1. เตรียมผลตรวจเลือด เพื่อให้แพทย์ทราบถึงความเข้มข้นของเกล็ดเลือด เม็ดเลือด รวมถึงโรคติดเชื้อต่าง ๆ (ถ้ามี)
  2. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  3. งดยา-อาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ฯลฯ ตามคำแนะนำของแพทย์
  4. งดดื่มชา กาแฟ รวมถึงน้ำอัดลมก่อนเข้ารับการดูดไขมัน เพราะจะทำให้ปวดปัสสาวะขณะดูดไขมัน
  5. ก่อนดูดไขมันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง คนไข้สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
  6. เตรียมเสื้อผ้าสีเข้มไว้สำหรับใส่ในวันดูดไขมัน เพราะหลังจากดูดไขมันจะมีน้ำซึมออกมา ซึ่งอาจจะทำให้เห็นเป็นคราบได้

วันนัด ดูดไขมัน ต้องทำอะไรบ้าง?

  1. เซ็นเอกสารยินยอมให้ทำการรักษา
  2. บันทึกภาพก่อนการรักษา เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลลัพธ์หลังการรักษา
  3. วัดสัดส่วน
  4. แพทย์มาร์กจุดในตำแหน่งที่จะทำการรักษา
  5. รับยาฆ่าเชื้อ
  6. คนไข้เข้าห้องผ่าตัด
  7. ขัดผิวด้วยยาฆ่าเชื้อ เพื่อทำความสะอาดก่อนการผ่าตัด
  8. แพทย์เปิดแผลผ่าตัด และเริ่มการดูดไขมัน
  9. หลังดูดไขมันเสร็จแล้ว แพทย์จะอธิบายขั้นตอนและวิธีการดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน
  10. เช็ดทำความสะอาดร่างกาย
  11. คนไข้สามารถกลับบ้านได้เลย

การดูแลหลังดูดไขมันต้องทำยังไงบ้าง?

เพื่อให้ผลลัพธ์หลังดูดไขมันออกมาดีที่สุด สวยที่สุด และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตัวคนไข้เองจึงต้องดูแลตัวเองหลังดูดไขมันอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เมื่อทำตามคำแนะนำแล้ว จะช่วยให้บริเวณที่ดูดไขมันลดบวมเร็ว ช้ำน้อยลง ลดโอกาสในการเกิดผิวไม่เรียบ ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลง สัดส่วนเข้าที่เร็วขึ้น และเห็นผลชัดเจน

  • ทำความสะอาดแผลทุกวันจนกว่าจะตัดไหม (5-7 วัน)
  • ห้ามให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม
  • รับประทานยาที่แพทย์ให้ไปตามคำแนะนำ
  • ดื่มน้ำในอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อาหารทะเล ของหมักดอง
  • งดยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้แผลหายช้า
  • สวมใส่ชุดยกกระชับวันละ 22-24 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกายเบา ๆ หลังดูดไขมันไปแล้ว 2 สัปดาห์ หากต้องการออกกำลังกายหนัก สามารถทำได้หลังจากดูดไขมันไปแล้ว 1 เดือน

หลังดูดไขมัน ควรหลีกเลี่ยงอาหารอะไร?

เรา ควรรับประทานอะไรหลังจากดูดไขมัน เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ หลังจากดูดไขมัน ต่างส่งผลต่อผลลัพธ์ของการดูดไขมันทั้งสิ้น เช่น การบวมของแผล แผลจะหายช้าหรือเร็ว จะเห็นผลได้เร็วหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินของเราทั้งนั้น มาดูกันค่ะว่าเราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไหนหลังจากดูดไขมัน

  1. กินของหวาน ของทอด ของมัน

ส่วนมากจะเป็นของมันของทอด ซึ่งมีไขมันเยอะ ทำให้อ้วนง่าย อย่างเช่น ไก่ทอด, มันฝรั่งทอด, กล้วยทอด, อาหารฟาสต์ฟู้ด, ไอศกรีม, ชีส หรืออื่น ๆ อาหารเหล่านี้จะมีคอเลสเตอรอลสูง เมื่อกินมาก ๆ จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันขึ้นมาใหม่ แถมยังเสี่ยงไขมันอุดตันในหลอดเลือดอีกด้วย

2. อาหารดิบ อาหารไม่สุก

อาหารที่ปรุงไม่สุก หากทิ้งไว้ข้างนอกนานๆ เชื้อโรคก็จะเจริญเติบโต นอกจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุกแล้ว ยังมีพยาธิที่อาจติดมากับเนื้อสัตว์และผัก รวมทั้งการสัมผัสดินที่มีพยาธิโดยไม่ล้างมือให้สะอาดก็อาจทำให้ติดเข้าไปในร่างกายของเราได้ เช่น พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกาย จะไปฝังตามกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก หนู กระแต เป็นต้น

3. อาหารหมักดอง

การรับประทานอาหารจำพวกของหมักของดอง ซึ่งมีโซเดียมสูง ทำให้แผลเกิดอาการอักเสบมากขึ้น และยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคพอๆกับอาหารดิบ อาหารไม่สุก เมื่อเรารับประทานอาหารพวกนี้เข้าไป มันจะทำให้แผลที่ผ่าตัดหรือแผลหลังดูดไขมันไปที่ยังไม่หายดี ส่งผลเสี่ยงทำให้แผลสามารถติดเชื้อ บวม หายช้า โดยอาหารที่เราควรหลีกเลี่ยง หลังจากดูดไขมันไป เช่น ผักกาดดอง, หน่อไม้ดอง, ผลไม้ดอง, กิมจิ, ปลาส้ม, แตงกวาดอง, ข้าวหมาก หรือแหนม เป็นต้น

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนถามหาว่าสามารถทานได้ไหม หากว่าแผลที่เพิ่งดูดไขมันมายังไม่หายดี (เนื้อเยื่อยังไม่สมานตัวติดกัน ยังมีเลือดซึมอยู่) หรือแผลที่ยังไม่ได้ตัดไหม จริงๆควรงดเครื่องดื่มแอลลกอฮอล์ไปก่อนค่ะ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตสูงและมีการสูบฉีดมากขึ้น ลดการแข็งตัวของเลือด, ลดประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหาร ทำให้เกิดการซ่อมแซมแผลผ่าตัดน้อยลง ส่งผลให้มีเลือดซึมออกมาจากแผล แถมสารอาหารที่ร่างกายต้องการก็ไม่เพียงพอ จึงทำให้แผลผ่าตัดหายช้าลง และลดประสิทธิภาพของยาที่เรากินเข้าไปด้วย เช่น ยาฆ่าเชื้อ โดยยาฆ่าเชื้อไม่ได้ออกฤทธิ์เท่าที่ควร ผลเสียที่ตามมาคือ แผลแฉะ เสี่ยงติดเชื้อ และอาจเป็นอันตรายกับร่างกายได้ ทำให้ยิ่งต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานขึ้นไปอีกค่ะ

5. อาหารโซเดียมสูง

เรียกได้ว่าอาหารทุกชนิดมีโซเดียมปะปนอยู่เกือบทั้งหมด หลังจากที่ร่างกายของเราได้รับโซเดียมปริมาณที่สูงมากเกินไป (อาจจะหลังจากปาร์ตี้ หรืออาหารมื้อดึกที่รับประทานเข้าไป) ตื่นเช้ามาเราก็อาจจะเกิด “อาการบวมน้ำ” เกิดจากการที่ร่างกายเก็บกักน้ำไว้ใต้ชั้นผิวและเนื้อเยื่อในร่างกายบริเวณต่างๆ มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้ส่งผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น จากที่หลังดูดไขมันไป บริเวณที่ดูดก็บวมอยู่แล้ว ยิ่งกินโซเดียมเข้าไปอีก ยิ่งทำให้บวมหนักมากกว่าเดิม ร่างกายดูบวมขึ้นกว่าเคยในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารแปรรูป หมักดอง ลดการปรุงหรือการจิ้มด้วยเครื่องปรุงที่มีรสเค็ม